บทที่ 12 เรือนชิงชง
บทที่ 12 เรือนชิงซง
ข่าวเรื่องย้ายเรือนมาถึงเซี่ยจิ่งเหิงในช่วงบ่ายวันเดียวกัน ตอนนั้นเขากำลังนำหนังสือเปียกน้ำออกมา
ตากอยู่ใต้ชายคา กระดาษหลายแผ่นยับย่น
ตัวอักษรบางส่วนเลือนจนแทบอ่านไม่ออก แต่เด็กหนุ่มยังคงค่อย ๆ แยกแต่ละหน้าออกจากกันอย่างระมัดระวัง
จนกระทั่งพ่อบ้านของจวนเดินเข้ามา
พร้อมบ่าวชายสองคน
“คุณชายเซี่ย”
เซี่ยจิ่งเหิงเงยหน้าขึ้น
พ่อบ้านมองเรือนเก่าตรงหน้า ก่อนกล่าวว่า
“ฮูหยินผู้เฒ่ามีคำสั่งให้ท่านย้ายเรือนขอรับ”
“ย้ายเรือน?”
“ขอรับ”
เซี่ยจิ่งเหิงนิ่งไปครู่หนึ่ง
เขาอาศัยอยู่ที่นี่มานาน ไม่เคยมีผู้ใดเอ่ยถึง
เรื่องย้ายเรือน เหตุใดจู่ ๆ วันนี้ฮูหยินผู้เฒ่า
จึงนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาได้
“ย้ายไปที่ใด”
“เรือนชิงซงขอรับ”
คราวนี้เซี่ยจิ่งเหิงเงียบไปนานกว่าเดิม
เขารู้ว่าเรือนชิงซงอยู่ที่ใด
แม้จะเป็นเพียงเรือนเล็ก แต่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออก
ใกล้หอหนังสือของจวน รอบด้านเงียบสงบ
ทั้งยังดีกว่าเรือนแห่งนี้มาก
“เหตุใดจึงย้าย”
พ่อบ้านมีสีหน้าแปลกไปเล็กน้อย
ก่อนมาเขาเองก็ถามคำถามเดียวกัน
และคำตอบที่ได้รับนั้น...
พ่อบ้านกระแอมเบา ๆ
“คุณหนูใหญ่กล่าวว่าเรือนนี้ดูไม่ได้ขอรับ”
เซี่ยจิ่งเหิง “...”
“นางพูดเช่นนั้นหรือ”
“ขอรับ”
พ่อบ้านพยายามถ่ายทอดให้ครบตามคำสั่ง
“คุณหนูใหญ่ยังกล่าวอีกว่า ประตูเก่า ไม้ผุ
กำแพงก็ไม่น่ามอง เวลา...”
เขาหยุดไปเล็กน้อย
เซี่ยจิ่งเหิงมองเขา
“เวลาอะไร”
“เวลาคุณหนูใหญ่มาหาเรื่องท่าน บรรยากาศอึมครึมเกินไป ทำให้นางไม่รื่นหูรื่นตาขอรับ”
ลานเล็กเงียบสนิท
บ่าวสองคนด้านหลังพ่อบ้านก้มหน้าพร้อมกัน
เซี่ยจิ่งเหิงมองเรือนที่ตนอาศัยอยู่มาหลายปี
ก่อนถามอีกครั้ง
“เพราะเหตุนี้?”
“ยังมีเรื่องชื่อเสียงของนายท่านขอรับ”
พ่อบ้านรีบกล่าว
“คุณหนูใหญ่เกรงว่าหากคนนอกเห็นเข้า
อาจนำไปพูดจาไม่ดี ทำให้นายท่านเสียชื่อเสียงโดยใช่เหตุ ฮูหยินผู้เฒ่าเห็นว่ามีเหตุผล จึงอนุญาต”
คราวนี้เซี่ยจิ่งเหิงไม่พูดอะไรอีก
มีเหตุผลจริง ๆ
เหตุผลมากเสียจนเขาหาจุดผิดไม่ได้
เพียงแต่...
เหตุใดเจียงหว่านอี๋จึงเพิ่งมองเห็นว่าเรือนของเขาทรุดโทรม?
หลายปีที่ผ่านมา นางไม่เคยสนใจด้วยซ้ำว่าเขาอยู่ที่ใด
“คุณชายเซี่ยเก็บของเถิดขอรับ”
เซี่ยจิ่งเหิงหันกลับไปมองในห้อง
ความจริงไม่มีสิ่งใดให้เก็บมากนัก
เสื้อผ้าไม่กี่ชุด หนังสือไม่กี่เล่ม พู่กัน
กับแท่นฝนหมึกเก่า ๆ รวมกันแล้วยังไม่เต็มหีบหนึ่งใบ
ใช้เวลาไม่นาน ทุกอย่างก็ถูกขนออกจากเรือนเดิม
เรือนชิงซงสะอาดกว่าที่เขาคิด
ในลานมีต้นสนสองต้น หน้าต่างห้องหันรับแสงพอดี เครื่องเรือนไม่ได้มีของล้ำค่า ทว่าครบถ้วนและแข็งแรง แม้แต่โต๊ะสำหรับอ่านหนังสือก็มีอยู่ข้างหน้าต่าง
เซี่ยจิ่งเหิงยืนมองโต๊ะตัวนั้นอยู่ครู่หนึ่ง
จากตรงนี้เดินไปหอหนังสือใช้เวลาเพียงไม่นาน
เขารู้เรื่องนี้ดี
เพราะเมื่อก่อนทุกครั้งที่ต้องการยืมหนังสือ
เขาต้องเดินอ้อมจากเรือนฝั่งตะวันตก
มาไกลเกือบครึ่งจวน
“คุณชาย”
เสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง
เด็กหนุ่มหันกลับไป พบเด็กชาย
วัยราวสิบสี่ปีในชุดบ่าวยืนก้มหน้าอยู่
“ข้าน้อยชื่ออาฝูขอรับ ต่อจากนี้จะคอยรับใช้คุณชาย”
เซี่ยจิ่งเหิงขมวดคิ้ว
“ข้าไม่ต้องการคนรับใช้”
อาฝูทำหน้าลำบากใจ
“แต่ฮูหยินผู้เฒ่าสั่งมาแล้วขอรับ”
“ส่งเจ้ากลับไปเถิด”
“กลับไม่ได้ขอรับ”
“เพราะเหตุใด”
อาฝูลังเล ก่อนตอบตามความจริง
“คุณหนูใหญ่บอกว่า หากไม่มีบ่าวสักคน...จะน่าเกลียดเกินไปขอรับ”
เซี่ยจิ่งเหิง “...”
เป็นนางอีกแล้ว เรือนน่าเกลียด ไม่มีบ่าวก็น่าเกลียด
ทุกอย่างรอบตัวเขาดูเหมือนจะขัดหูขัดตาเจียงหว่านอี๋
ไปเสียหมด
เด็กหนุ่มยกมือกดหว่างคิ้ว
“ช่างเถิด เจ้าอยู่ไปก่อน”
อาฝูรีบรับคำอย่างโล่งอก
เมื่อทุกคนออกไปแล้ว เรือนชิงซงก็กลับมาเงียบอีกครั้ง
เซี่ยจิ่งเหิงเดินไปเปิดหน้าต่าง
ลมเย็นพัดเข้ามาเบา ๆ จากตรงนี้มองผ่านแนวต้นไม้ไปยังหลังคาหอหนังสือได้พอดี
สายตาของเขาหยุดอยู่ตรงนั้นนานกว่าปกติ
หอหนังสือของจวนเจียงมีตำรามากมาย
หลายเล่มหาอ่านจากภายนอกได้ยาก
หากอยู่ที่นี่ ต่อไปเขาย่อมสะดวกกว่าเดิมมาก
สำหรับผู้อื่น เรือนชิงซงอาจไม่ได้พิเศษอะไร
แต่สำหรับเขา...มันดีมากแล้ว
เซี่ยจิ่งเหิงลดสายตาลงมองหนังสือเปียก
ที่นำติดมือมาด้วย
เมื่อเช้าเจียงหว่านอี๋เพิ่งบอกว่าจะให้หนังสือเล่มใหม่แก่เขา ตกบ่ายเขาก็ถูกย้ายมาอยู่ข้างหอหนังสือ
นางกำลังทำอะไรอยู่กันแน่?
เขาคิดอยู่นานก็ยังหาคำตอบไม่ได้
สุดท้ายจึงวางหนังสือลงบนโต๊ะ แล้วบอกตัวเองเช่นเดิมว่าไม่ควรไว้ใจนางง่าย ๆ
แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง สายตากลับหยุดอยู่บนหอหนังสือที่อยู่ไม่ไกล
ริมฝีปากของเด็กหนุ่มเม้มเข้าหากันเล็กน้อย
ถึงอย่างนั้น...
เรือนนี้ก็ดีกว่าเดิมจริง ๆ
